น้ำมา
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๐ พ.ย. ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะเป็นสัจธรรมที่เราแสวงหานะ เราแสวงหาเพื่อหัวใจดวงนี้ หัวใจดวงนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราได้มาบวชเป็นพระไง เป็นพระๆ เป็นนักรบ ถ้าเป็นนักรบ นักรบก็รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
คนเราเกิดมามีกายกับใจๆ เวลาเรื่องของร่างกายมันต้องอาศัยปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิต การแสวงหาปัจจัย ๔ เพื่อดำรงชีวิตเป็นเรื่องความทุกข์ความยากมากของทางโลกเขา
เรามาบวชเป็นพระๆ ไง ด้วยอำนาจวาสนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปัจจัย ๔ ปัจจัย ๔ เลี้ยงชีพด้วยปลีแข้ง เราบิณฑบาตเลี้ยงชีพของเรา เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เราจะเป็นนักรบรบกับกิเลสเป็นนามธรรม
แต่ทางโลกเขา เขาเป็นวัตถุ เขาแสวงหาไง ถ้าเป็นทางโลกเป็นโลก โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ลาภสักการะเขาแสวงหามานั้น นั่นมันก็เป็นเรื่องทางโลก เป็นหัวโขน
มาบวชเป็นพระๆ ไง ถ้าจะเป็นนักรบๆ บวชเป็นพระแล้ว ถ้าบวชเป็นพระจะเรียนปริยัติหรือจะออกภาคปฏิบัติ ถ้าเรียนปริยัติ เรียนปริยัติมาเพื่อการปกครอง เพื่อการแสวงหาลาภสักการะ นี่หัวโขน
บวชเป็นพระๆ ถ้าจะเป็นนักรบๆ จะรบกับอะไร รบกับกิเลสตัณหาความทะยานอยาก
กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสเป็นนามธรรมอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่ความนึกคิดใช่ไหม มันอยู่ที่การสร้างภาพใช่ไหม มันอยู่ที่ความเห็นของเราใช่ไหม นี่มันเป็นเรื่องโลกทั้งนั้นน่ะ
โลกธรรม ๘ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
ที่เขาแสวงหานั้นก็เป็นนามธรรม แต่นามธรรมขึ้นมาแล้วเขาตั้งให้เป็นยศถาบรรดาศักดิ์ขึ้นมาให้มันเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ แหม! มันใหญ่โตนัก บวชเป็นพระๆ ฝ่ายปกครองๆ ถ้ามันได้มา ได้ยศถาบรรดาศักดิ์มา ได้พัดแหลมๆ ไง
พัด ถ้าเป็นโบราณนะ เขาเรียกพัดใบตาล ใบตาลมันเกิดจากต้นตาลไง ต้นตาลเวลามันแห้ง มันตกมา มันเป็นใบตาล ใบตาลเขาเอามาทำเป็นพัดใบตาล ใครๆ ก็ทำได้ เด็กๆ มันเล่นสนุกสนานกันน่ะ มันเล่นกันน่ะ มันล้อเลียนด้วย
แต่บวชเป็นพระเป็นนักรบ ได้สิ่งนั้นมา มันเป็นสมมุติไง สมมุติทางโลก เป็นยศถาบรรดาศักดิ์นะ ถ้าเป็นทางโลกที่เขาแสวงหากัน เขาแสวงหา เขาต้องมีการทุจริต มีการติดสินบน มีการอะไรเพื่อได้มาไง
แต่ถ้าเป็นธรรมๆ นะ เขาให้มา เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เอตทัคคะ ๘๐ องค์ ท่านให้ ท่านให้ด้วยข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง หมายความว่า คนที่สร้างอำนาจวาสนามาไง ดูสิ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะเป็นเอตทัคคะ เป็นเสนาบดีแห่งธรรม เป็นผู้มีปัญญา เรืองปัญญา ผู้มีฤทธิ์ นั่นน่ะเป็นเพราะอำนาจวาสนาของเขา ก็เป็นข้อเท็จจริงของเขา ข้อเท็จจริงของเขาน่ะใครจะรู้ได้ มีรู้ได้ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น
ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงให้เป็นความถนัด เป็นเอตทัคคะ นั่นเขาให้เป็นข้อเท็จจริงไง ถ้าข้อเท็จจริงในทางพระพุทธศาสนา ในปัจจุบันนี้เราก็เอาสิ่งนั้นน่ะมาเป็นแบบอย่าง มาเป็นแบบอย่างแล้วเราก็สร้างรูปแบบขึ้นมาเป็นสมมุติ สมมุติขึ้นมา
สมมุติตามความเป็นจริง เห็นไหม สมมุติทางโลก ดูสิ ข้าราชการเวลาไต่เต้าขึ้นมา มียศถาบรรดาศักดิ์ขึ้นมานะ โอ้โฮ! มันโอ่อ่านะ เวลาเกษียณแล้วจบเลย
นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ได้มา เวลามันเป็นโอกาสไง ถ้าเรามีอำนาจวาสนานะ น้ำมา ปลากินมด เวลามีศรัทธามีความเชื่อ น้ำมันมา ดูสิ เวลามันภัยแล้งแห้งแล้ง คนจะทุกข์จะยากไม่มีอยู่มีกิน เวลามีฝนตก มีความชุ่มฉ่ำมา มีน้ำมา มีความสดชื่น มีความสดชื่น มีความอิ่มเอม มีความปีติยินดี ขวนขวายกันเพื่อจะสร้างเกษตรกรรม เพื่อจะหาอาหาร เพื่อจะดำรงชีวิตไง นี่เวลาน้ำมา
ศรัทธามันมา มีศรัทธานะ โอ้โฮ! เห็นอะไรได้ทั้งนั้นน่ะ เห็นช้างเหมือนมดเลยล่ะ ตัวนิดเดียว ใจมันสู้ เวลาน้ำมา ศรัทธาความเชื่อ เห็นไหม เพราะศรัทธา มีศรัทธาขึ้นมา ไทยทาน ศรัทธาไทย ทำศรัทธาไทยให้ตกล่วงเป็นอาบัติเลยล่ะ เพราะอะไร
พระพุทธศาสนาไง พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังธรรมๆ ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาค้นคว้ามา อาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาแสดงธัมมจักฯ เทวดา อินทร์ พรหม อนุโมทนา สาธุๆ ทุกคนแสวงหา ทุกคนรอเวลาไง
สิ่งที่ปัญจวัคคีย์ๆ พราหมณ์ทั้ง ๖ อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปี เวลาพราหมณ์ สิ่งที่ทะนุถนอมขึ้นมาเพื่อจะเอาคุณธรรมอันนี้ไง เวลาเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฉันอาหารนางสุชาดา ทิ้งไปเลยนะ “มักมากทางโลก สิ่งที่ทุกรกิริยา ทรมานกิเลสขนาดนั้นยังทำไม่ได้” เวลาไปฉันอาหารนางสุชาดาไง ทิ้งไปเลย “หมดโอกาสแล้ว หมดความหวังความปรารถนา”
เวลาเจ้าชายสิทธัตถะเวลาทำทุกรกิริยา มันเป็นเรื่องการทรมานกาย ถ้ามันพิจารณาแล้วมันไม่ใช่ทางของตนไง เราจะฟื้นฟูร่างกาย ไปฉันอาหารของนางสุชาดา
“ตั้งแต่คืนนี้ ถ้านั่งแล้วถ้าไม่สำเร็จจะนั่งตายไปเลย”
ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง สัจธรรมอันนั้นน่ะมันยิ่งใหญ่นัก ถ้ามันยิ่งใหญ่นัก มันอาศัยอะไร
สิ่งที่ว่า เวลาน้ำมาปลากินมด เวลามีศรัทธามีความเชื่อมันทุ่มเท ทุ่มเทเต็มที่ เห็นมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทิ้งไปเลยไง มันไม่ใช่ทางๆ ถ้าไม่ใช่ทาง แล้วทางไหนมันเป็นทางล่ะ ทางไหน จะรอกินมดใช่ไหม รองาบเหยื่อสิ
เวลาน้ำมันมามีศรัทธามา มันก็มีคนหลั่งไหลมาทั้งนั้นน่ะ แล้วอะไรเป็นธรรมล่ะ สิ่งที่จะเป็นธรรมมันอยู่ไหน ความเป็นจริงเป็นจังมันอยู่ไหน มันอยู่ที่เวลาเห่อเหิมทะเยอะทะยานกันอย่างนั้นใช่ไหม มันอยู่ที่ความเห็นของสังคมทางโลกใช่ไหม
“พวกเรา”
พวกใคร พวกกิเลสสิ
ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมานะ มันเป็นจริงเป็นจัง มันเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก มันเป็นสิ่งที่ไม่ตกเป็นทางสองส่วน มันเป็นสิ่งที่ว่าหลอกลวงเราไม่ได้ เรามีหลักมีเกณฑ์แค่ไหน เรามีความมุ่งมั่นแค่ไหน เรามีอำนาจวาสนามากน้อยแค่ไหน
เวลาในวงกรรมฐานไง เวลาครูบาอาจารย์ เวลาหลวงตาพระมหาบัวขึ้นไปหาหลวงปู่มั่นไง “เราก็มีของเรา” ของเราขึ้นมา เวลาไปปรึกษาองค์หลวงปู่มั่นไง หัวแตกทุกที
ของเราๆ ของเราของทิฏฐิมานะไง ของความเห็นของเรานี่ไง
นี่ไง น้ำมาไง น้ำมา แหม! มีความฮึกเหิม มีความอาจหาญ
แล้วมันเป็นอะไรล่ะ มันเป็นข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน
ถ้ามันเป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงขึ้นมามันเหนือโลก เวลาปุถุชน กัลยาณชนไง ปุถุชนคนหนา คนหนาทำความสงบของตนได้ยาก แล้วถ้ามันทำความสงบของตนได้ยาก เวลามันไป มันออกไปไง เพราะอะไร
อจินไตย ๔ เป็นฌาน ถ้าเป็นอจินไตยเลยนะ มันกว้างมันขวางแค่ไหน แล้วถ้าเอาข้อเท็จจริง ปาราชิก ๔ ตั้งแต่ฌานโลกีย์ขึ้นไป ฌาน ฌานสมาบัติ อวดอุตตริมนุสธรรม แล้วถ้าเป็นอจินไตย อจินไตยไม่มีขอบเขต ว่างๆ ว่างๆ แล้วแต่ความพอใจของตน แล้วแต่จินตนาการของตน แล้วแต่ความนึกคิดของตน แล้วแต่กลุ่มก้อนของตน แล้วแต่ใครชักนำไป
มันอยู่ที่วาสนาจริงๆ นะ วาสนามันอ่อนแอ มันเหลวไหล มันก็ไปหมดล่ะ แล้วถ้ามันไปหมด ไปอย่างไร ก็น้ำมาไง มันเอ่อเจิ่งนองไปหมดนะ มันท่วมท้นไปหมดเลย แล้วอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อะไรเป็นข้อเท็จจริง สิ่งใดที่เป็นความจริง
มันถึงสัมมาสมาธิไง สัมมาสมาธิคือจิตมันตั้งมั่น เฮ้ย! มันเป็นจริงหรือ มันใช่อย่างนั้นจริงๆ หรือ ถ้ามันใช่อย่างนั้นจริงๆ ทำไมมันไม่อยู่กับเรา แล้วมันอยู่กับเราอยู่อย่างไร
คนเราเกิดมามีกายกับใจนะ นี่มีอำนาจวาสนาหรือไม่มีอำนาจวาสนา ไม่มีอำนาจวาสนามันก็ไหลไปตามโลกนั่นแหละ แล้วพอไปตามโลกไปเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นไปนะ มันเป็นความเหลวไหลทั้งนั้นน่ะ
ในสังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว มีศรัทธา ศรัทธาที่ไปหาหลวงตาพระมหาบัวไง ไปอ่านประวัติหลวงปู่มั่นนะ โอ้โฮ! ศรัทธามาก ชื่นชมในสายหลวงปู่มั่นมาก ไปกราบท่านไง
ท่านพูดเอง “เรามั่นใจว่า ในลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีทั้งดีและชั่ว มีทั้งถูกและผิด”
แต่ส่วนใหญ่แล้วผิด ถูก ถ้าถูกมันเป็นธรรมไง ถ้าถูกมันเป็นธรรมนะ มันเคารพมันบูชา มันทะนุมันถนอม
เราอยู่กับหลวงปู่เจี๊ยะ อยู่กับหลวงตาเวลาท่านพูด ท่านพูดถึงหลวงปู่มั่น เทิดไว้บนศีรษะ ไม่มีใครเคยเห็นคุณงามความดีและความเที่ยงธรรมอย่างนี้ เที่ยงธรรมขนาดที่ว่าแม้แต่ตัวเองยังอยู่ต่ำกว่าเหตุและผลเลย เหตุผลเป็นธรรม เหตุและผล ความถูกต้องชอบธรรมเป็นธรรม แม้แต่ตัวเราผิดต้องเป็นผิด จะอยู่อย่างอย่างนั้นไม่ได้ นี่ถ้ามันเป็นธรรมไง ถ้ามันเป็นธรรม มันยกย่องมันสรรเสริญ มันเคารพมันบูชาของมัน
ไอ้พวกเดียรถีย์นิครนถ์มันไปขายกิน “ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ”
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง เรามั่นใจว่า “ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นมีทั้งถูกและผิด ดีและชั่ว”
ดีก็มี แต่สังคมทุกสังคมมีคนดีและคนชั่ว แล้วดูดีหรือชั่วใครมากกว่ากัน แล้วชั่ว ชั่วแค่ไหน ชั่วมันหน้าด้าน สีข้างเขาถู ไม่มีเหตุมีผลใดๆ ทั้งสิ้น อ้างแบบด้านๆ อ้างแบบหน้าด้านๆ อ้างไปอย่างอย่างนั้นน่ะ ไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีความละอายไง
แต่ถ้าเป็นคุณงามความดีนะ ผิวมันบาง ไม่กล้า เพราะอะไร ฝังดินไว้ไง ดีและชั่วอยู่ที่ใจนั้น
เทวทัตๆ ถึงเวลามาเกิดเป็นลูกผู้น้อง พระเจ้าสุทโธทนะกับพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นพี่น้องกัน ลูกพี่ลูกน้อง เวลามาเกิด มาเกิดเป็นพี่เป็นน้องกัน เวลามาบวชเป็นพระเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ เทวทัตก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเหมือนกัน ถึงเวลาแล้วมาเกิดร่วมกัน แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาเทวทัตทำขนาดไหน จ้างคนมาฆ่า จ้างคนมาฆ่า คนฆ่าไม่ได้ ฆ่าเสียเอง ผลักหินใส่เลย
แต่มันด้วยอำนาจวาสนาบารมีมันเป็นไปไม่ได้ จะทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนาแล้วให้ได้ดั่งใจของตัว นั่นเป็นอารมณ์ความรู้สึก เป็นความนึกคิด เป็นทิฏฐิมานะ แต่คุณธรรม คุณธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขนาดไหน มันก็เข้าไปกระเทือนอันนั้นไม่ได้
แต่ด้วยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมตตานะ เขาลงทุนลงแรงขนาดนั้น ท่านถึงได้ยื่นฝ่าเท้าไปทำให้ห้อพระโลหิต คือเลือดช้ำเท่านั้นเอง ยื่นเท้าไปให้ ให้เทวทัตได้สมใจ ให้เทวทัตอุตส่าห์ทุ่มเทขนาดนี้แล้วให้เขาได้สักหน่อยหนึ่ง เมตตายื่นเท้าไปให้ เศษหินกระเด็นมาโดน มันเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ด้วยอะไร ด้วยคุณธรรมไง ด้วยสัจจะด้วยความจริงไง
เวลาครูบาอาจารย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรานะ อยู่ในป่าอยู่ในเขา เทวดา อินทร์ พรหมคุ้มครอง
หลวงปู่ชอบ เวลาจะย้ายที่ไปไหน เทวดามาในนิมิตเลย “ท่านกรุณาอยู่ที่นี่ได้ไหม เวลาท่านอยู่ที่นี่มันร่มเย็นเป็นสุขไปหมด เวลาสวดมนต์ อู้ฮู้! มันกังวานไปทั่ว” นี่หลวงปู่ชอบเล่าให้หลวงตาฟัง หลวงตามาพูดให้ฟังประจำ
เทวดา อินทร์ พรหม เขามาคุ้มครอง เขามาอาศัยความร่มเย็นเป็นสุข ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริง มันเคารพมันบูชาอย่างอย่างนั้นน่ะ นี่พูดถึงสิ่งที่โลกมองไม่เห็นนะ โลกมองไม่เห็นแต่ท่านเห็นนะ แล้วเห็น จะพูดไม่พูด จะเก็บไว้ที่ไหน เก็บไว้ในใจ ถ้ามันเป็นความถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันเป็นจริง นี่สิ่งที่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นที่ดี ที่สมจริง ที่มันเหตุมีผล เป็นสัจจะเป็นความจริง แล้วมันได้มาจากไหนล่ะ มันได้มาจากมีหิริมีโอตตัปปะ มีคุณธรรม
ไอ้พวกหน้าด้าน สีข้างเข้าถูไปนั่นน่ะ “ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นๆ” ไม่รู้ว่ามั่นไหน มั่นที่ไหน เวลาเข้าไปในเทศบาล ๑ เทศบาล ๒ มั่นอย่างอย่างนั้นหรือ เวลาประชาชนขึ้นมา เบียดเบียน บีบบี้สีไฟทำให้กระทบกระเทือน เป็นอย่างนั้นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นหรือ หลวงปู่มั่นให้ทำอย่างนั้นหรือ
ไม่มีๆ ไม่กวนบ้านกวนเมือง ไม่ทำให้เดือดร้อน
ก็เราบวช เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมากับพระพุทธศาสนาไง นี่ไง จะเป็นนักรบไง เราจะรบกับกิเลสของเราไง กิเลสในใจต้องเดือดร้อนสิ
ไอ้นี่มันไม่ใช่ กิเลสรื่นเริง ชาวบ้านเดือดร้อนน่ะ
แต่ถ้าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนะ ชาวบ้านรื่นเริง กิเลสเราเดือดร้อน กิเลสในใจเราต้องเดือดร้อน ไม่ใช่ชาวบ้านเดือดร้อน
ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนกันไปหมด วุ่นวายกันไปหมดกับไอ้พวกหน้าด้าน
แต่ถ้าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ชาวบ้านก็ร่มเย็นเป็นสุข ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข พยายามจะอุปถัมภ์อุปัฏฐาก ไม่ต้อง ทำให้สมควร ให้พอดี อย่าเข้ามาวุ่นวาย เพราะความวุ่นวายไม่เป็นสัปปายะ
ถ้าหัวใจมันสงบสงัด ข้างนอกมันจะมีอะไร ข้างนอกมันแค่อาศัยปัจจัย ๔ ที่อยู่ของสมณะไง สมณะควรอยู่ที่ไหน โคนไม้ เรือนว่าง ถ้ำผา มันมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น หัวใจของคนที่มีธรรมต่างหากมันยิ่งใหญ่ มันยิ่งใหญ่เพราะมันมีความปกติสุขไง เพราะมันมีความปกติสุข หัวใจมันก็ปกติสุข มันก็ร่มเย็นเป็นสุขไง
ไอ้นี่ว่าไอ้พวกหน้าด้านไง โอ้! มันต้องเชิดชูบูชาพระพุทธศาสนา ต้องมโหฬาร ต้องให้เดือดร้อน ต้องไปกว้านเอาทรัพย์สินมาทั้งหมด
มันไม่เป็นธรรม พระพุทธศาสนาไม่เป็นอย่างอย่างนั้นน่ะ
พระพุทธศาสนา นี่ไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าหัวใจมันตื่น มันเบิกบานของมันขึ้นมา มันจะเป็นธรรมขึ้นมาไง
น้ำมา ปลากินมด ไอ้นี่พอน้ำมา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมท่านสร้างเรือนสร้างแพให้คนได้หลบน้ำ ให้คนได้พึ่งพาอาศัย ได้พักพิง
จิตใจของคนที่มันทุกข์มันยากมา จิตใจของคนที่มันโดนบีบคั้นมา จิตใจของคนมันเจ็บช้ำมา มาที่นี่มาพักร้อน มาอยู่ในความร่มเย็นเป็นสุข อย่าไปเดือดร้อนกับโลกเขา โลกมันเร้าร้อน ที่นี่มันร่มเย็น ถ้าหัวใจมันร่มเย็นไง
ถ้าหัวใจมันร่มเย็น ไม่ต้องเอาอะไรมา เอาหัวใจที่มันทุกข์มันร้อนมา เวลามา มาร่างกายกับจิตใจที่มันทุกข์ร้อน แล้วมาดับไฟในใจของตน
ไม่ใช่น้ำมา ปลากินมด น้ำมา ศรัทธามาก็งาบๆๆ เขาเลย
ไม่ต้อง สิ่งที่มันขาดแคลนไง นี่ไง ในการศึกษา ในโลกแห่งความขาดแคลน ที่ขาดแคลนเขามี แล้วจุนเจือนั่นมันจุนเจือเพื่อประโยชน์เพื่อโลก ทำทานๆ สมณะๆ ก็ปัจจัย ๔ แค่นี้เอง นี่ไง ถ้าทำบุญไง ก็เนื้อนาบุญของโลก เนื้อนาบุญของโลก ถ้าจะบูชาก็ปฏิบัติบูชา ไปวัดไปวาด้วยความสงบสงัดขึ้นมาแล้วเข้าทางจงกรม ให้นั่งสมาธิภาวนาไง หาหัวใจของตัวไง ถ้าหัวใจของตนมันเป็นธรรมขึ้นมา นี่ไง ถ้ามันร่มเย็นจากภายนอกก็ร่มเย็นจากภายในไง
นี่ไง หลวงปู่ชอบอยู่ในป่าไง เทวดาร่มเย็นเป็นสุขไง ร่มเย็นเพราะเวลาทำวัตรสวดมนต์ไง มันกังวาน มันไพเราะเพราะพริ้ง หัวใจที่มันสงบสงัดไง อยู่ในที่เป็นสัปปายะไง สมณะเขาอยู่กันอย่างนี้ไง แล้วสมณะที่แท้จริง เทวดาเขาชื่นชมไง
ไอ้พวกหน้าด้านน่ะ โอ้โฮ! เป็นขบวนเลย เดินล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เป็นผู้ที่มีศักยภาพ
กินมด งาบ น้ำมา เพราะมีศรัทธา แล้วใจเราล่ะ
ใจเราถ้ามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนานะ เราทำคุณงามความดีของเรา ความสงบสุขอันนี้มันเพื่อเป็นความสงบสุข แล้วความสงบสุขมันก็แค่สงบสุข สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
แล้วความเป็นอนัตตาความเป็นจริงอยู่ที่ไหน เป็นอนัตตา ใครเป็นอนัตตา แล้วอนัตตา ใครเป็นผู้รู้ ใครเป็นคนไปเห็น แล้วรู้เห็นจากอะไร นี่พระกรรมฐานเขาทำตรงนี้ พระกรรมฐานนักรบๆ ถ้าจะเป็นนักรบ นักรบให้กิเลสมันสะเทือน ให้กิเลสมันยุบยอบในใจของตน
ไม่ใช่ว่าให้มันหลบลี้ ให้มันบังเงา นี่ไง เวลากิเลสบังธรรมไง บังไว้ นี่ไง เวลาไปวัดไปวาขึ้นมา โอ้โฮ! มหัศจรรย์พันลึกเลย โอ้โฮ! มันจินตนาการมันเพริศแพร้วขนาดนี้เลย
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ไหน พระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหน อะไรเป็นพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาอยู่ที่วัตถุสิ่งที่ก่อสร้างขึ้นมาหรือ พระพุทธศาสนาอยู่ที่เพชรนิลจินดา ไอ้ทองแวววาวอย่างนั้นหรือ
พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
หลวงตาพระมหาบัวเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมลงหนึ่งในใจของตน
หลวงปู่มั่นเวลาท่านสิ้นกิเลส องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนาน่ะ
“ท่านมั่นๆ ท่านมั่นเป็นผู้มีบุญ”
กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง มันเจริญขึ้นมาจากในหัวใจของหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นเวลาท่านวางข้อวัตรปฏิบัติไว้เพื่อธรรมทายาท เพื่อใคร เพื่อใคร เพื่อพระพุทธศาสนาไง
นี่ไง ไอ้พวกหน้าด้านไม่ต้องไปพูดถึงมัน ไอ้พวกหน้าด้านเข้ามาแล้วมีความวุ่นวายไปทั้งสิ้น ไอ้พวกหน้าด้านขึ้นมามันจะทำให้ข้อวัตรปฏิบัติ ทำให้สิ่งที่หลวงปู่มั่นพยายามสร้างสมขึ้นมาเป็นกองทัพธรรมๆ นะ
กองทัพธรรมๆ บุคลากรในกองทัพธรรมตั้งแต่ท่านสร้างมา ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ กองทัพธรรม แล้วเวลาปราบ ปราบความเห็นผิดไง ไอ้พวกถือผีถือสาง ไอ้ถือความมหัศจรรย์น่ะ ไอ้พวกที่ว่ามีฤทธิ์มีเดชนั่นน่ะ มันมีอะไรเป็นข้อเท็จจริง มันมีอะไรเป็นความจริง มันเป็นสมมุติทั้งนั้นน่ะ
แล้วสมมุติของใคร เกิดในยุคไหน เกิดมาท่ามกลางสังคมอย่างใด
เราเกิดมากึ่งกลางพระพุทธศาสนาไง เกิดมา ตั้งแต่หลวงปู่มั่นนิพพานไปตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ นี่มันเกือบร้อยปีแล้ว
แล้วพระพุทธศาสนาที่ว่ามันมหัศจรรย์พันลึกที่คนศรัทธากัน มันมาจากไหน
มันมาจากโครงสร้าง มันมาจากสิ่งที่ท่านวางไว้ แล้วทุกคนกลับมาชื่นชมพระพุทธศาสนาอีกหนหนึ่งไง
แล้วพระพุทธศาสนาที่ชื่นชม ชื่นชมมาจากไหน
ชื่นชมมาจากแก่น จากหัวใจที่ท่านฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของท่านที่ทุกข์ยากๆ ขึ้นมา ท่านทำของท่านนะ เจียนอยู่เจียนไป สลบ ๓ หน หลวงปู่มั่นสลบ ๓ หน สลบ สลบถ้าไม่ฟื้นก็ตาย นี่ท่านสละของท่านมาขนาดไหน
ไอ้พวกเราไอ้พวกตีนแดง ไอ้ชุบมือเปิบ ไอ้พวกหน้าด้านน่ะ ไม่มีแบบอย่างอย่างนั้นเอาอะไรมาอ้าง อ้างก็อ้างเพราะแบบอย่างอย่างนั้น อ้างขึ้นมา “ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น”
มั่นไหนวะ หลวงตาพูดบ่อย “มั่นไหนวะ”
ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นมา ๘ ปี เราเกิดไม่ทัน แต่เราเชิดชูบูชาคุณธรรมอันนั้น คุณธรรมอันนั้น เพราะมันเป็นสิทธิเสรีภาพของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตมีพุทธะ พุทธะถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิมันออกนอกลู่นอกทางไป อวิชชาพญามารอยู่ที่ฐีติจิต
เวลาว่า “ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิมๆ จิตมันผ่องใส จิตเดิมแท้มันผ่องใส ธรรมะมีอยู่โดยดั้งเดิม”
นั่นแสดงว่า ไม่เคยรู้และไม่เคยเห็น และไม่เคยเข้าถึงธรรม
ทางการแพทย์ การดำรงชีวิตอย่างใดมันก็จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามนั้น ผู้ที่ดำรงชีวิตที่ถูกต้อง สุขภาพมันจะแข็งแรง
ผู้ที่ดำรงชีวิตข้อวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องจะทำให้จิตใจเข้มแข็ง จิตใจที่เข้มแข็งมันจะเห็นโทษของการที่ว่าเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา ทุจริตหรือสุจริต ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
สิ่งที่เป็นสัจจะเป็นความจริงมันอยู่ที่โครงสร้างอันนั้น ถ้าอยู่ที่โครงสร้างอันนั้น ท่านทุกข์ท่านยากมาขนาดไหนท่านถึงรู้ว่า ถ้าโครงสร้างอย่างนั้นแล้ว ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมามันจะเป็นของมันตามอย่างไร แล้วถ้ารู้ถ้าเห็นขึ้นมาตามความเป็นจริงอันนั้น เห็นไหม
นี่ไง เวลาน้ำมา เวลาศรัทธามา จะคอยงาบๆๆ เขา ศรัทธามานะ
จะต้องทำให้ศรัทธาอยู่ในขอบเขต เพราะอะไร ทาน ศีล ภาวนา ศรัทธานั้น ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ เพราะมีความเชื่อนั้น มันจะลาก ลากภวาสวะ ลากภพ ลากจิตวิญญาณเข้ามาศึกษาค้นคว้า ถ้าศึกษาค้นคว้า ถ้ามีอำนาจวาสนานะ มันจะศึกษาค้นคว้าเข้าไปสู่อริยสัจ เข้าไปสู่ข้อเท็จจริงอันนั้น
แต่ถ้าไม่มีศรัทธานะ มันออก “จิตมันผ่องใส ผ่องใส”
ผ่องใสก็พระอาทิตย์ไง พระอาทิตย์มันผ่องใสกว่า พระอาทิตย์ พลังงาน พายุสุริยะ เวลาพายุสิริยะเวลามา ดาวทงดาวเทียมฉิบหายวายป่วงหมดน่ะ
นี่เหมือนกัน เวลาผ่องใสๆ ผ่องใสน่ะมันจะงาบ งาบจิตมึงนั่นแหละ
ผ่องใสมันก็ผ่องใส ผ่องใสเป็นปัญญาตรงไหน ผ่องใสมีอะไรขึ้นมา เกิดขึ้นมาให้ตื่นเต้นเท่านั้น แล้วก็ไปตามนั้นหรือ
แต่ถ้ามันเป็นความจริง ผ่องใสก็เกิดจากเรารู้ไง เออ! มันผ่องใสจากเรา ทำไมถึงผ่องใสล่ะ อ๋อ! ผ่องใสเพราะเราทำแล้วถูกต้องชอบธรรม แล้วถ้าเอ็งทำไม่เป็นเดี๋ยวก็จบครับ มันไม่อยู่กับเราหรอก ทุกอย่างในโลกนี้มันต้องดับไปทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดคงที่แน่นอนอยู่แล้ว แล้วความจริงมันอยู่ที่ไหน
นี่ไง น้ำมาไง ตื่นไปกันหมด
หลวงปู่มั่นท่านทำเรือนทำแพไว้ ทำให้เรามีสติมีปัญญา ให้พึ่งพาอาศัย พึ่งพาอาศัย เห็นไหม หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเขาไปช่วยคนจมน้ำ ที่ไหนติด เขาจะไปคอยดูแล เขาส่งเสบียงของเขา นี่ไง ครูบาอาจารย์ของเราทำอย่างนั้น
ถ้าเขาอยู่ของเขาได้ เขาพัฒนาตัวเขาได้ เขาจะอยู่ในสถานะที่ประสบภัยได้ แล้วเขาจะเอาตัวรอดได้ แล้วเขาจะทำตัวของเขาเองให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ แล้วเดี๋ยวเขาจะช่วยคนอื่นต่อไป
จิตใจของเรา เราจะทำของเราให้มันดีงามขึ้นมาอย่างไร สิ่งใดมันจะดีงามกับเราขึ้นมาได้บ้าง ถ้ามันดีงามกับเราได้บ้าง ให้มันถูกต้องชอบธรรมไง ธรรมะอยู่ที่นี่ไง
เวลาศรัทธา ศรัทธามันอยู่ที่ไหน
“ธรรมะคืออะไร ธรรมะคืออะไร” เวลาเขาถาม “ธรรมะคืออะไร”
ก็มึงไม่รู้ไง ธรรมะก็วิหารธรรมที่ใจนี้ไง ถ้าใจมันสุขมันสงบของมันขึ้นมานะ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มีปัญญาหรือเปล่า รู้จักไหมภาวนามยปัญญาน่ะ
กระต่ายตื่นตูมนั่นน่ะ ทางโลกอยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ไอ้ของเราพระกรรมฐานก็พัดใบตาล เวลากระต่ายตื่นตูม ลูกตาลตกใส่ใบตาลน่ะ “บรรลุธรรมๆ” จนแตกตื่นกันไปหมด
ราชสีห์นะ เวลากระต่ายตื่นตูม “หยุด วิ่งหนีอะไร”
“ฟ้าถล่ม”
“ถล่มที่ไหน ไปดูซิ ถล่มที่ไหน ไป”
กลับไปดู โอ้โฮ! กะโผลกกะเผลกเพราะวิ่งหนีกันมาไง
ฟ้ามันจะถล่ม บรรลุธรรม เวลาไปถึงนะ ลูกตาลมันตกใส่ใบตาล ฟ้าที่ไหนถล่ม ไม่เห็นมีอะไรถล่ม ทำไมตื่นๆๆ ตื่นขนาดนั้น ตื่นแล้วยังพาสัตว์อื่นตื่นตูมกันไปหมดเลย
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่เห็นตื่นตูมอะไร อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นความจริง นี่ไง ไม่ใช่น้ำมา ปลากินมด แค่ศรัทธา แค่ความเชื่อ แล้วปลากินมด กินทุกอย่างที่เป็นเหยื่อทั้งหมดเลยหรือ
น้ำมามันเป็นประสบภัย ศรัทธาก็ศรัทธาเฉยๆ ศรัทธาแก้กิเลสไม่ได้ ศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ศรัทธาให้เข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา ข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น นี่ไง อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วถ้ามันเกิดขึ้นเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมานะ มันเห็นแล้วมันสังเวชไง เกิดธรรมสังเวช
ฤดูกาล ภัยแล้งก็แห้งแล้ง เวลาฝนตกหนักมันก็เกิดภัยพิบัติ เป็นผู้ประสบภัยทั้งสิ้น เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ การเกิดก็เป็นผู้ประสบภัยอันหนึ่ง แล้วผู้ประสบภัยพยายามฝึกหัดของเราขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา ผู้ประสบภัยนั้นมีความสามารถหลบภัยนั้นได้ มีความสามารถดำรงชีวิตได้ มีความสามารถบอกให้เขาหลบภัยกันได้ แล้วให้เขาสร้างตัวของเขาขึ้นมาเป็นประโยชน์กับเขาขึ้นมา นั่นประโยชน์เขา แต่กว่าจะเป็นประโยชน์เขาต้องเป็นประโยชน์กับเรา
เราไม่ตื่นเต้นกับน้ำมา กับศรัทธา กับความเชื่อ กับความเชื่อ
บอก ศรัทธานั้นศรัทธาไทย ไม่ทำศรัทธาไทยให้ตกล่วง แต่ศรัทธานั้นจะมากลบ จะมาทำลายอริยสัจสัจจะความจริงในพระพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่ คำว่า “ศรัทธาๆ” คำว่า “ความเชื่อ ความเห็นจริง” แล้วจะกลบจะลบความจริงไปทั้งหมด ลบความจริงไง เพราะมันไม่เป็นความจริงไง
ถ้าเป็นความจริง ศรัทธาอยู่ข้างนอก เพราะมีศรัทธา เราถึงได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนมีโครงสร้าง มีความเป็นจริง มีมรรค ๘ มีความเห็นจริงของตน แล้วถ้าความเห็นจริงของตน มันจะเห็นความถูกความผิดเลย มันผิดมาแค่ไหน แล้วมันจะถูกต้องอย่างไร แล้วมันถูกต้อง ถูกหรือผิดมันก็ไม่ใช่ เหตุและผล ข้อเท็จจริงมันเป็นข้อเท็จจริงที่มันเป็นจริงขึ้นมา เห็นไหม
ฉะนั้น เวลามันจะภัยแล้ง น้ำจะมาขนาดไหนก็ไม่ตื่นเต้นไปกับมัน น้ำมาขนาดไหน เราก็จะบริหารจัดการให้มันถูกต้อง บริหารจัดการๆ ฟังสิ บริหารจัดการ ทำให้มันถูกต้องชอบธรรม ถ้ามันถูกต้องชอบธรรมนะ มันจะเข้าสู่มรรค แค่เข้าสู่มรรคนะ เข้าสู่มรรคคือต้นทาง ท่ามกลาง และที่สุด
เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติอะไรมันจะรู้จะเห็นร้อยแปดพันเก้า มันจะถูกหมดหรือ มันจะเป็นจริงหรือ มันเป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร
มันเป็นจริงขึ้นมาในวงพระกรรมฐาน กาลเวลามันพิสูจน์ แล้วกาลเวลาน่ะเห็นสภาพแบบนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่าๆ สังคมทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว ในวงปฏิบัติมันทั้งมีถูกและผิด แล้วผิดจะเป็นส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ก็ด้วยกิเลสด้วยทิฏฐิมานะ ก็เป็นกลุ่มเป็นก้อน กระซิบๆๆ กระซิบกันอยู่อย่างนั้นไม่เป็นความจริงไง
ความจริงเปิดเผย แล้วเปิดเผยขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริง แล้วถ้ามันเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมานะ ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างใด ต้องเป็นอย่างนั้น ทำเมื่อไหร่ ทำอย่างใด มันพิสูจน์ได้ มันต้องพิสูจน์
มันไม่ใช่กระซิบๆ แล้วก็น้อยใจ กระซิบๆ กระซิบกันไป
มันอยู่ที่วาสนาจริงๆ มันเป็นไปตามกาล ตามเวลา ตามสังคม
ฉะนั้น เราเกิดมาจะมีบุญมีบาปมากน้อยขนาดไหน แต่ทุกคนก็ต้องการความจริงทั้งสิ้น แล้วถ้าเป็นความจริงนะ เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ ถ้ามีศรัทธาเป็นศรัทธา ถ้ามีอำนาจวาสนามันจะพิจารณาแล้วแยกแยะ จริงหรือ เป็นไปได้หรือ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นความเหลวแหลกในพระพุทธศาสนา กระพี้เปลือกมันเยอะ แล้วกระพี้เปลือกก็ซุบซิบๆ กันอยู่อย่างนั้น
แก่น ใครๆ ก็อยากเป็นแก่น ใครๆ ก็อยากมีแก่น แต่มันมีจริงหรือเปล่า
ถ้ามันไม่มีจริงนะ ถึงเวลามันล่มสลายนะ มันสะเทือนกันไปหมด แล้วมันเป็นอย่างนี้บ่อยๆ และมากด้วย
แต่ความเป็นจริงๆ ไม่ต้องไปยุ่งกับใคร มันเป็นความจริง แล้วความจริงพิสูจน์ที่ไหน พิสูจน์อย่างใด และพิสูจน์ได้ทุกที่ เอวัง